วัดโพธิ์-เยาวราช

separator
Price 1200฿ One Day Trip
Scroll down

วัดโพธิ์-เยาวราช

1200฿ per person

สนุกกับการท่องเที่ยว  One Day Trip ย่านเยาวราช อาหารอร่อย เรียนรู้ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันของชุมชนเยาวราช  และ รถไฟฟ้าใต้ดินสายใหม่ ไปถึงวัดโพธิ์ นำท่านกราบพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ พร้อมชม พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ที่ประดับกระเบื้องเคลือบอย่างงดงาม กับอีกหนึ่งตำนานยักษ์วัดโพธิ์ ที่ไม่ควรพลาด.

One Day Trip
20+ Age
  • Departure Time
    เวลานัดหมาย 8:30 น. พร้อมออกเดินทางเวลา 09:00 น.
  • Return Time
    เวลาเดินทางกลับโดยประมาณ 18:00 น.
  • Dress Code
    เสื้อผ้าที่ควรสวมใส่ ควรแต่งกายสุภาพ หรือ มีเสื้อผ้าสำหรับสวมคลุม , รองเท้าผ้าใบเหมาะสำหรับการเดิน , อุปกรณ์กันแดด
  • Included
    ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ที่ระบุในรายการ
    ค่าประกันการเดินทาง ตามเงื่อนไข
    ค่าประกันอุบัติเหตุการเดินทาง วงเงินตามเงื่อนไข
    ค่ารถโค้ชปรับอากาศ ตามรายการ
    ค่าห้องพัก ที่ระบุในรายการหรือเทียบเท่า
    ค่าหัวหน้าทัวร์ตลอดการเดินทาง (Tip ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของลูกค้า)
    ค่าอาหาร ตามรายการ
  • Not Included
    ค่าน้ำหนักกระเป๋าเกินกว่าสายการบินกำหนด
    ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
    น้ำดื่ม
    บล็อก
    ห้องอาบน้ำ
    เสื่อ
    เอกสารประกอบการเรียน
    โยคะ
1
One Day Trip : วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร-ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช-ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ-ศาลเจ้าเทียนฟ้า-พิพิธภัณฑ์บ้านเก่าเล่าเรื่อง ชุมชนเจริญไชย-วัดมังกรกมลาวาส-วัดโพธิ์
วัดไตรมิตรวิทยาราม  ตั้งอยู่ที่ถนนมิตรภาพ ไทย-จีน แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ เป็นวัดโบราณอยู่ในกลุ่มพระอารามเป็นเรือนไม้ มีชื่อเดิมว่า "วัดสามจีน" เข้าใจกันว่า ชาวจีน 3 คนร่วมกันสร้างพระอารามเพื่อเป็นวิหารทานการบุญในปี พ.ศ. 2477 สิ่งสำคัญของวัด คือ พระสุโขทัยไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุด และได้รับการบันทึกในหนังสือบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ พระพุทธรูปทองคำองค์นี้มีหน้าตั้งกว้าง 3.01 เมตร สูง 3.91 เมตร นิ้วเป็นนิ้วมนุษย์ผิดกับนิ้วพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย หมวดพระ ชินราช ซึ่งมีนิ้ว พระหัตถ์เสมอกันทั้ง 5 นิ้ว สูงจากฐานถึงยอดพระเกตุมาลา 3.94 เมตร องค์พระสามารถถอดออกได้เป็น 9 ชิ้น คือ พระพาหาทั้งสอง พระหัตถ์ทั้ง สอง พระชงฆ์ทั้งสอง พระเพลาทั้งสอง และตรงพระศอ โดยมีกุญแจ สําหรับถอดและประกอบกันเข้าแล้วก็สนิทเหมือนเป็นเนื้อเดียวกันจากฐานองค์พระขึ้นไปเนื้อทองบริสุทธิ์ 40% พระพักตร์มีเนื้อทอง 80% ส่วนพระเกศมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัม เป็นเนื้อทองบริสุทธิ์ 99.99%
2
ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช แห่งนี้ ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของ พระมหามณฑป วัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งแสดงถึงการโยกย้ายถิ่นฐานของชนชาวจีนมาสู่ประเทศไทย จากครั้งอดีตจวบจนปัจจุบัน โดยห้องแสดงนิทรรศการต่างๆ จะมีทั้งหมด 6 ห้อง ซึ่งแบ่งออกตามช่วงเวลาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับ คือ
  1. เติบใหญ่ใต้ร่มพระบารมี ฟังคำบอกเล่าจากอากงชาวเยาวราช เพื่อทำความรู้จักเบื้องต้นกับชุมชนชาวจีนสำเพ็ง และเยาวราช
  2. กำเนิดชุมชนจีนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325 - 2394) จุดกำเนิดของชุมชนจีน-สำเพ็ง และการเข้ามาของชาวจีนโพ้นทะเลในช่วงสมัยรัชกาล ที่ 1-3 จนกระทั่งกลายเป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ
  3. เส้นทางสู่ยุคทอง (พ.ศ. 2394 - 2500) พัฒนาการของชุมชนจีนจากตลาดสำเพ็งสู่ความเป็นย่านธุรกิจสมัยใหม่บนถนน เยาวราชเรื่องราววิถีชีวิตที่ช่วยให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อวิถีทาง สังคมของชาวเยาวราชในยุคนั้น
  4. ตำนานชีวิต Hall of Fame ประกอบวีดิทัศน์แสดงตำนานชีวิต ของบุคคลชาวเยาวราชที่เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้แก่อนุชนรุ่นหลัง
  5. พระบารมีปกเกล้าฯ แกลเลอรี่ภาพถ่ายและวีดิทัศน์ แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระบรมวงศานุวงศ์ ใน รัชกาลปัจจุบันต่อชุมชนเยาวราช
  6. ไชน่าทาวน์วันนี้ ภาพลักษณ์อันโดดเด่นในแง่มุมของเยาวราช ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "ไชน่าทาวน์" ของประเทศไทย
3
ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ หรือ วงเวียนโอเดียน เป็นวงเวียนตั้งอยู่บริเวณหัวถนนเยาวราช เป็นจุดตัดของถนนเจริญกรุง, ถนนเยาวราช และถนนมิตรภาพไทย-จีน อยู่ในเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เป็นวงเวียนที่มีประวัติความเป็นมาคู่กับถนนเยาวราช เคยเป็นศูนย์รวมสถานบันเทิง เดิมเป็นวงเวียนน้ำพุ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ปัจจุบันปรับปรุงเป็นที่ตั้งของ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา ร้านค้าในย่านนี้ เรียกว่า ร้านค้าย่านโอเดียน เป็นย่านเก่าแก่เป็นที่มาของชื่อ เซียงกง แหล่งเครื่องยนต์มือสอง และอะไหล่มือสองจากญี่ปุ่นยุคแรก ปัจจุบัน ยังมีร้านค้าเหล่านี้อยู่บ้าง เช่น ร้านค้าอะไหล่รถยนต์ อะไหล่แทรกเตอร์ ร้านค้าโลหะ และร้านค้าเครื่องเรือ
4
โรงพยาบาลมูลนิธิ เทียนฟ้า เป็นโรงพยาบาลและมูลนิธิตั้งอยู่ที่ถนนเยาวราช  โดยมีศาลเจ้าเทียนฟ้า ตั้งอยู่ด้านหน้ามูลนิธิ ประวัติ ความเป็นมา มูลนิธิโรงพยาบาลเทียนฟ้าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2445  ชาวจีนย่านเยาวราช เรียกว่า เทียนฮั้วอุยอี่ เกิดจากพ่อค้าชาวจีน 6 คน คือ นายโง้วเหมียวง้วน (จีนล่ำซำ), นายเล่ากี่ปึ้ง (พระยาภักดีภัทรากร), นายกอฮุยเจี๊ยะ, นายเหล่าชอเมี้ยง (พระเจริญราชธน), นายเฮ้งเฮ่งจิว และนายเตียเกี้ยงซำ (หลวงโสภณเพชรรัตน์) ได้ร่วมใจกันอุทิศเงินจำนวนหนึ่งและได้ชวนพ่อค้าชาวจีน ประชาชนทั่วไปร่วมกันสมทบทุน เพื่อจัดซื้อที่ดินจำนวน 2 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวาบริเวณ เขตสัมพันธวงศ์ ถนนเยาวราช เป็นเงิน 52,000 บาท เพื่อให้เป็นที่ตั้งโรงพยาบาลและมูลนิธิโรงพยาบาลเทียนฟ้าในปัจจุบัน มูลนิธิแห่งนี้มีศาลรูปเคารพของ เจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  ปางประทานพร ประดิษฐานเป็นเทพเจ้าองค์ประธาน ผู้คนนิยมมาขอพรให้ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพแข็งแรง  องค์ทำด้วยไม้จันทน์แกะสลัก รูปแบบศิลปะราชวงศ์ถัง แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยของราชวงศ์ซ่ง หรือเมื่อประมาณ 800-900 ปีที่ผ่านมา ในปี พ.ศ. 2501 ได้ถูกอัญเชิญมาจากประเทศจีนและมาประดิษฐานอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน
5
ร้านลอดช่องสิงคโปร์  ร้านแรกของเมืองไทย ที่ขายมากว่า 60 ปี เดิมทีชื่อว่าร้านสิงคโปร์โภชนา เพราะในอดีตมีโรงหนังสิงคโปร์หรือโรงหนังเฉลิมบุรี  อยู่บนถนนเส้นนี้ แต่ต่อมาหลายคนมักเรียกสั้นๆ ว่า ร้านลอดช่องสิงคโปร์ จึงเปลี่ยนชื่อให้จำง่ายๆ ว่าร้านลอดช่องสิงคโปร์แทน ความอร่อยของร้านนี้คือแป้งหนึบๆ น้ำกะทิหอมหวาน เวลาทานตอนอากาศร้อนๆ จะชื่นใจมากๆ ร้านบะหมี่จับกัง  เปิดขายมากว่า 60 ปี ขายมา 3 รุ่นตั้งแต่รุ่นอากง เจ้าของร้านชื่อเฮียสุวิทย์ เป็นรุ่นที่2  บะหมี่จับกังนั้นถือ เป็นตำนานในย่านเยาวราชก็ว่าได้   ทีเด็ดของร้านนี้อยู่ที่ความอร่อย และการทำด้วยเตาถ่าน ที่สำคัญ คือปริมาณเยอะมาก เจ้าของร้านเล่าว่าชื่อร้านบะหมี่จับกังนั้นจริงๆ แล้วเกิดจากที่ลูกค้านั้นเป็นคนตั้งให้ เนื่องจากว่าทางร้านเสิร์ฟบะหมี่เกี๊ยวหมูแดงให้ลูกค้าทุกคนในปริมาณที่ต้องบอกว่า "จับกังกินยังอิ่ม" เพราะทั้งเส้นทั้งเนื้อหมูนั้นเรียกได้ว่าอร่อยและยังคุ้มค่าเป็นอย่างมาก
6
พิพิธภัณฑ์บ้านเก่าเล่าเรื่อง ชุมชนเจริญไชย บ้านหลังนี้ ในอดีตเคยเป็นที่พักของคณะงิ้วจีน ปัจจุบันชั้น 2 ของบ้าน เปิดเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของชุมชนเจริญไชย และส่วนจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของคณะงิ้วจีน อาทิ - หลังโรงงิ้ว จัดแสดงความเป็นอยู่ของคณะงิ้วเฮียเฮง และให้ความรู้เกี่ยวกับงิ้วใน เมืองไทย - ส่วนจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีตและสิ่งของจิปาถะต่างๆ เช่น โต๊ะทำงาน โทรศัพท์ เครื่องคิดเลข  ภาพถ่ายผู้คนและชุมชนในอดีต - จำลองการจัดโต๊ะไหว้พระจันทร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับความหมายของไหว้ในเทศกาลต่างๆ - มุมให้ความรู้เกี่ยวกับเทศกาลสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีน เช่น เทศกาลเช็งเม้ง เทศกาลตรุษจีน วันสารทจีน เทศกาลกินเจ เทศกาลไหว้ขนมอี๊ (ขนมบัวลอย) เทศกาลหยวนเซียว (เทศกาลโคมไฟ) เป็นต้น - มุมทำความรู้จัก “ กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนเจริญไชย ” เล่าความเป็นมาของกลุ่มฯ และแนวทางพัฒนาชุมชนของกลุ่ม  ซึ่งมุมนี้จะบอกเล่าให้ผู้ชมรับรู้โดยอัตโนมัติว่าบ้านเก่าเล่าเรื่องแห่งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
7
วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่  วัดนี้ก่อตั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2414 ใช้เวลาก่อสร้าง 8 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบทางจีนตอนใต้ของสกุลช่างแต้จิ๋ว โดยวางแปลนตามแบบวัดหลวง คือ มีวิหารท้าวจตุโลกบาลเป็นวิหารแรก ตรงกลางเป็นพระอุโบสถ ข้างหลังพระอุโบสถเป็นวิหารเทพเจ้า การสร้างใช้ไม้และอิฐเป็นวัสดุสำคัญ     จากประตูทางเข้า เข้าไปจะถึงวิหารท้าวโลกบาลทั้ง 4 มีเทวรูปเทพเจ้า 4 องค์ (ข้างละ 2 องค์) ในชุดนักรบจีนและถืออาวุธและสิ่งของต่างๆ กัน เช่น พิณ ดาบ ร่ม เจดีย์ ชาวจีนเรียกว่า "ซี้ไต๋เทียงอ้วง" หมายถึงเทพเจ้าที่ปกปักษ์รักษา คุ้มครอง ทิศต่างๆ ทั้ง 4 ทิศ ถัดจากวิหารท้าวจตุโลกบาล คือ อุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานของพระประธานของวัด คือ พระโคตมพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธะ พระไภษัชยคุรุพุทธะ ทั้งหมด 3 องค์ หรือ "ซำป้อหุกโจ้ว" พร้อมพระอรหันต์อีก 18 องค์ หรือที่เรียกว่า "จับโป๊ยหล่อหั่ง" ทางด้านขวามีเทพเจ้าต่าง ๆ หลายองค์ เช่น เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา หรือ "ไท้ส่วย เอี๊ยะ" เทพเจ้าแห่งยาหรือหมอเทวดา "หั่วท้อเซียงซือกง" และที่นิยมไหว้ขอพรมากคือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ "ไฉ่ซิ้งเอี๊ยะ" เทพเจ้าเฮ่งเจีย หรือ "ไต่เสี่ยหุกโจ้ว" พระเมตไตรยโพธิสัตว์หรือ "ปู๊กุ่ยหุกโจ้ว“ ซึ่งคล้ายกับพระมหากัจจายนะ "กวนอิมผู่สัก" (หรือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์) "แป๊ะกง" และ "แป๊ะม่า" รวมเทพเจ้าในวัด จะมีทั้งหมด 58 องค์
8
นำท่านนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีวัดมังกร เดินทางไป รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีสนามไชย วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง และทางยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์จำนวน 1,440 ชิ้น เป็นมรดกความทรงจำโลกในทะเบียนนานาชาติ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจำนวนประมาณ 99 องค์ พระเจดีย์ที่สำคัญ คือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ประจำพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในแง่ของการท่องเที่ยวแล้ว วัดโพธิ์ได้รับความนิยมเที่ยวเป็นลำดับที่ 24 ของโลก ในปี พ.ศ. 2549 โดยมีนักท่องเที่ยวมาเยือนในปีนั้นถึง 8,155,000 คน
9
วิหารพระพุทธไสยาสน์ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวที่โปรดฯ ให้ขยายพระอารามออกมาทางทิศเหนือ โดยพระองค์โปรดให้พระองค์เจ้าลดาวัลย์เป็นแม่กองในการก่อสร้าง  โดยได้สร้างพระพุทธไสยาสน์ ขึ้นก่อน แล้วจึงสร้างพระวิหารภายหลัง โดยมีขนาดเท่ากับพระอุโบสถ บริเวณผนังของวิหารนั้น ด้านบนมีภาพเขียนสีเรื่อง มหาวงศ์ และผนังระหว่างช่องหน้าต่าง เขียนภาพสีเกี่ยวกับ พระสาวิกาเอตทัคคะ 13 องค์ อุบาสกเอตทัคคะ 10 ท่านและอุบาสิกาเอตทัคคะ 10 ท่าน อยู่ด้วย ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ก่ออิฐ ถือปูน ปิดทองทั่วทั้งองค์ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยมีลักษณะพิเศษ ได้แก่ พระบาทซ้ายและขวาซ้อนเสมอกัน โดยที่พระบาทประดับมุกภาพมงคล 108 ประการ ตรงกลางเป็นรูปจักรตามตำรามหาปุริสลักขณะ โดยลวดลายของมงคล 108 ประการนั้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างคติความเชื่อที่รับมาจากชมพูทวีปและจีน
10
พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล คือ  พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ , พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิธาน , พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร และ พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล เป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ 4 องค์ ตั้งอยู่ถัดจากพระอุโบสถ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว สถาปัตยกรรมบริเวณซุ้มประตูมีลักษณะเป็นไทยประยุกต์แบบจีน โดยจะมีตุ๊กตาหินจีนประดับอยู่ประตูละ 1 คู่ องค์พระเจดีนั้นเป็นแบบเจดีย์ย่อไม้สิบสอง ประดับด้วย กระเบื้องเคลือบ
11
ยักษ์วัดโพธิ์ ยักษ์วัดโพธิ์นั้นตั้งอยู่ที่ซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป โดยมีสีกายเป็นสีแดงและสีเขียว ลักษณะคล้ายยักษ์ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมักมีผู้เข้าใจผิดว่าตุ๊กตาสลักหินรูปจีน หรือ ลั่นถัน นายทวารบาล ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูวัดนั้นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ นอกจากนี้ ยังมีตำนานเกี่ยวกับ ยักษ์วัดโพธิ์ และ ยักษ์วัดแจ้งซึ่งทำให้เกิดท่าเตียนในปัจจุบัน นั่นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ซึ่งทำหน้าที่ดูแล วัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้ง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลวัดแจ้งนั้น ทั้ง 2 ตนเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งยักษ์วัดแจ้งไปขอยืมเงินจากยักษ์วัดโพธิ์ เมื่อถึงกำหนดส่งเงินคืน ยักษ์วัดแจ้งกลับไม่ยอมจ่าย ดังนั้น ยักษ์ทั้ง 2 ตนจึงเกิดทะเลาะกัน แต่เพราะรูปร่างที่ใหญ่โตและพละกำลังที่มหาศาลของยักษ์ทั้ง 2 ตน เมื่อเกิดต่อสู้กันจึงทำให้บริเวณนั้นราบเรียบโล่งเตียนไปหมด เมื่อพระอิศวรทราบเรื่องนี้ จึงได้ลงโทษให้ยักษ์วัดโพธิ์ยืนเฝ้าพระอุโบสถวัดโพธิ์ และ ยักษ์วัดแจ้งยืนเฝ้าวิหารวัดแจ้งตั้งแต่นั้นมา

Leave a Reply

Accommodation
Meals
Overall
Transport
Value for Money