วัดโพธิ์-เยาวราช

separator
Price 1200฿ One Day Trip
Scroll down

วัดโพธิ์-เยาวราช

1200฿ per person

สนุกกับการท่องเที่ยว  One Day Trip ย่านเยาวราช อาหารอร่อย เรียนรู้ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันของชุมชนเยาวราช  และ รถไฟฟ้าใต้ดินสายใหม่ ไปถึงวัดโพธิ์ นำท่านกราบพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ พร้อมชม พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ที่ประดับกระเบื้องเคลือบอย่างงดงาม กับอีกหนึ่งตำนานยักษ์วัดโพธิ์ ที่ไม่ควรพลาด.

One Day Trip
20+ Age
  • Departure Time
    เวลานัดหมาย 8:30 น. พร้อมออกเดินทางเวลา 09:00 น.
  • Return Time
    เวลาเดินทางกลับโดยประมาณ 18:00 น.
  • Dress Code
    เสื้อผ้าที่ควรสวมใส่ ควรแต่งกายสุภาพ หรือ มีเสื้อผ้าสำหรับสวมคลุม , รองเท้าผ้าใบเหมาะสำหรับการเดิน , อุปกรณ์กันแดด
  • Included
    ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ที่ระบุในรายการ
    ค่าประกันการเดินทาง ตามเงื่อนไข
    ค่าประกันอุบัติเหตุการเดินทาง วงเงินตามเงื่อนไข
    ค่ารถโค้ชปรับอากาศ ตามรายการ
    ค่าห้องพัก ที่ระบุในรายการหรือเทียบเท่า
    ค่าหัวหน้าทัวร์ตลอดการเดินทาง (Tip ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของลูกค้า)
    ค่าอาหาร ตามรายการ
  • Not Included
    ค่าน้ำหนักกระเป๋าเกินกว่าสายการบินกำหนด
    ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
    น้ำดื่ม
    บล็อก
    ห้องอาบน้ำ
    เสื่อ
    เอกสารประกอบการเรียน
    โยคะ
1
One Day Trip : วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร-ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช-ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ-ศาลเจ้าเทียนฟ้า-พิพิธภัณฑ์บ้านเก่าเล่าเรื่อง ชุมชนเจริญไชย-วัดมังกรกมลาวาส-วัดโพธิ์
วัดไตรมิตรวิทยาราม  ตั้งอยู่ที่ถนนมิตรภาพ ไทย-จีน แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ เป็นวัดโบราณอยู่ในกลุ่มพระอารามเป็นเรือนไม้ มีชื่อเดิมว่า "วัดสามจีน" เข้าใจกันว่า ชาวจีน 3 คนร่วมกันสร้างพระอารามเพื่อเป็นวิหารทานการบุญในปี พ.ศ. 2477 สิ่งสำคัญของวัด คือ พระสุโขทัยไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุด และได้รับการบันทึกในหนังสือบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ พระพุทธรูปทองคำองค์นี้มีหน้าตั้งกว้าง 3.01 เมตร สูง 3.91 เมตร นิ้วเป็นนิ้วมนุษย์ผิดกับนิ้วพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย หมวดพระ ชินราช ซึ่งมีนิ้ว พระหัตถ์เสมอกันทั้ง 5 นิ้ว สูงจากฐานถึงยอดพระเกตุมาลา 3.94 เมตร องค์พระสามารถถอดออกได้เป็น 9 ชิ้น คือ พระพาหาทั้งสอง พระหัตถ์ทั้ง สอง พระชงฆ์ทั้งสอง พระเพลาทั้งสอง และตรงพระศอ โดยมีกุญแจ สําหรับถอดและประกอบกันเข้าแล้วก็สนิทเหมือนเป็นเนื้อเดียวกันจากฐานองค์พระขึ้นไปเนื้อทองบริสุทธิ์ 40% พระพักตร์มีเนื้อทอง 80% ส่วนพระเกศมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัม เป็นเนื้อทองบริสุทธิ์ 99.99%
2
ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช แห่งนี้ ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของ พระมหามณฑป วัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งแสดงถึงการโยกย้ายถิ่นฐานของชนชาวจีนมาสู่ประเทศไทย จากครั้งอดีตจวบจนปัจจุบัน โดยห้องแสดงนิทรรศการต่างๆ จะมีทั้งหมด 6 ห้อง ซึ่งแบ่งออกตามช่วงเวลาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับ คือ
  1. เติบใหญ่ใต้ร่มพระบารมี ฟังคำบอกเล่าจากอากงชาวเยาวราช เพื่อทำความรู้จักเบื้องต้นกับชุมชนชาวจีนสำเพ็ง และเยาวราช
  2. กำเนิดชุมชนจีนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325 - 2394) จุดกำเนิดของชุมชนจีน-สำเพ็ง และการเข้ามาของชาวจีนโพ้นทะเลในช่วงสมัยรัชกาล ที่ 1-3 จนกระทั่งกลายเป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ
  3. เส้นทางสู่ยุคทอง (พ.ศ. 2394 - 2500) พัฒนาการของชุมชนจีนจากตลาดสำเพ็งสู่ความเป็นย่านธุรกิจสมัยใหม่บนถนน เยาวราชเรื่องราววิถีชีวิตที่ช่วยให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อวิถีทาง สังคมของชาวเยาวราชในยุคนั้น
  4. ตำนานชีวิต Hall of Fame ประกอบวีดิทัศน์แสดงตำนานชีวิต ของบุคคลชาวเยาวราชที่เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้แก่อนุชนรุ่นหลัง
  5. พระบารมีปกเกล้าฯ แกลเลอรี่ภาพถ่ายและวีดิทัศน์ แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระบรมวงศานุวงศ์ ใน รัชกาลปัจจุบันต่อชุมชนเยาวราช
  6. ไชน่าทาวน์วันนี้ ภาพลักษณ์อันโดดเด่นในแง่มุมของเยาวราช ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "ไชน่าทาวน์" ของประเทศไทย
3
ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ หรือ วงเวียนโอเดียน เป็นวงเวียนตั้งอยู่บริเวณหัวถนนเยาวราช เป็นจุดตัดของถนนเจริญกรุง, ถนนเยาวราช และถนนมิตรภาพไทย-จีน อยู่ในเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เป็นวงเวียนที่มีประวัติความเป็นมาคู่กับถนนเยาวราช เคยเป็นศูนย์รวมสถานบันเทิง เดิมเป็นวงเวียนน้ำพุ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ปัจจุบันปรับปรุงเป็นที่ตั้งของ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา ร้านค้าในย่านนี้ เรียกว่า ร้านค้าย่านโอเดียน เป็นย่านเก่าแก่เป็นที่มาของชื่อ เซียงกง แหล่งเครื่องยนต์มือสอง และอะไหล่มือสองจากญี่ปุ่นยุคแรก ปัจจุบัน ยังมีร้านค้าเหล่านี้อยู่บ้าง เช่น ร้านค้าอะไหล่รถยนต์ อะไหล่แทรกเตอร์ ร้านค้าโลหะ และร้านค้าเครื่องเรือ
4
โรงพยาบาลมูลนิธิ เทียนฟ้า เป็นโรงพยาบาลและมูลนิธิตั้งอยู่ที่ถนนเยาวราช  โดยมีศาลเจ้าเทียนฟ้า ตั้งอยู่ด้านหน้ามูลนิธิ ประวัติ ความเป็นมา มูลนิธิโรงพยาบาลเทียนฟ้าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2445  ชาวจีนย่านเยาวราช เรียกว่า เทียนฮั้วอุยอี่ เกิดจากพ่อค้าชาวจีน 6 คน คือ นายโง้วเหมียวง้วน (จีนล่ำซำ), นายเล่ากี่ปึ้ง (พระยาภักดีภัทรากร), นายกอฮุยเจี๊ยะ, นายเหล่าชอเมี้ยง (พระเจริญราชธน), นายเฮ้งเฮ่งจิว และนายเตียเกี้ยงซำ (หลวงโสภณเพชรรัตน์) ได้ร่วมใจกันอุทิศเงินจำนวนหนึ่งและได้ชวนพ่อค้าชาวจีน ประชาชนทั่วไปร่วมกันสมทบทุน เพื่อจัดซื้อที่ดินจำนวน 2 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวาบริเวณ เขตสัมพันธวงศ์ ถนนเยาวราช เป็นเงิน 52,000 บาท เพื่อให้เป็นที่ตั้งโรงพยาบาลและมูลนิธิโรงพยาบาลเทียนฟ้าในปัจจุบัน มูลนิธิแห่งนี้มีศาลรูปเคารพของ เจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  ปางประทานพร ประดิษฐานเป็นเทพเจ้าองค์ประธาน ผู้คนนิยมมาขอพรให้ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพแข็งแรง  องค์ทำด้วยไม้จันทน์แกะสลัก รูปแบบศิลปะราชวงศ์ถัง แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยของราชวงศ์ซ่ง หรือเมื่อประมาณ 800-900 ปีที่ผ่านมา ในปี พ.ศ. 2501 ได้ถูกอัญเชิญมาจากประเทศจีนและมาประดิษฐานอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน
5
ร้านลอดช่องสิงคโปร์  ร้านแรกของเมืองไทย ที่ขายมากว่า 60 ปี เดิมทีชื่อว่าร้านสิงคโปร์โภชนา เพราะในอดีตมีโรงหนังสิงคโปร์หรือโรงหนังเฉลิมบุรี  อยู่บนถนนเส้นนี้ แต่ต่อมาหลายคนมักเรียกสั้นๆ ว่า ร้านลอดช่องสิงคโปร์ จึงเปลี่ยนชื่อให้จำง่ายๆ ว่าร้านลอดช่องสิงคโปร์แทน ความอร่อยของร้านนี้คือแป้งหนึบๆ น้ำกะทิหอมหวาน เวลาทานตอนอากาศร้อนๆ จะชื่นใจมากๆ ร้านบะหมี่จับกัง  เปิดขายมากว่า 60 ปี ขายมา 3 รุ่นตั้งแต่รุ่นอากง เจ้าของร้านชื่อเฮียสุวิทย์ เป็นรุ่นที่2  บะหมี่จับกังนั้นถือ เป็นตำนานในย่านเยาวราชก็ว่าได้   ทีเด็ดของร้านนี้อยู่ที่ความอร่อย และการทำด้วยเตาถ่าน ที่สำคัญ คือปริมาณเยอะมาก เจ้าของร้านเล่าว่าชื่อร้านบะหมี่จับกังนั้นจริงๆ แล้วเกิดจากที่ลูกค้านั้นเป็นคนตั้งให้ เนื่องจากว่าทางร้านเสิร์ฟบะหมี่เกี๊ยวหมูแดงให้ลูกค้าทุกคนในปริมาณที่ต้องบอกว่า "จับกังกินยังอิ่ม" เพราะทั้งเส้นทั้งเนื้อหมูนั้นเรียกได้ว่าอร่อยและยังคุ้มค่าเป็นอย่างมาก
6
พิพิธภัณฑ์บ้านเก่าเล่าเรื่อง ชุมชนเจริญไชย บ้านหลังนี้ ในอดีตเคยเป็นที่พักของคณะงิ้วจีน ปัจจุบันชั้น 2 ของบ้าน เปิดเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของชุมชนเจริญไชย และส่วนจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของคณะงิ้วจีน อาทิ - หลังโรงงิ้ว จัดแสดงความเป็นอยู่ของคณะงิ้วเฮียเฮง และให้ความรู้เกี่ยวกับงิ้วใน เมืองไทย - ส่วนจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีตและสิ่งของจิปาถะต่างๆ เช่น โต๊ะทำงาน โทรศัพท์ เครื่องคิดเลข  ภาพถ่ายผู้คนและชุมชนในอดีต - จำลองการจัดโต๊ะไหว้พระจันทร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับความหมายของไหว้ในเทศกาลต่างๆ - มุมให้ความรู้เกี่ยวกับเทศกาลสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีน เช่น เทศกาลเช็งเม้ง เทศกาลตรุษจีน วันสารทจีน เทศกาลกินเจ เทศกาลไหว้ขนมอี๊ (ขนมบัวลอย) เทศกาลหยวนเซียว (เทศกาลโคมไฟ) เป็นต้น - มุมทำความรู้จัก “ กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนเจริญไชย ” เล่าความเป็นมาของกลุ่มฯ และแนวทางพัฒนาชุมชนของกลุ่ม  ซึ่งมุมนี้จะบอกเล่าให้ผู้ชมรับรู้โดยอัตโนมัติว่าบ้านเก่าเล่าเรื่องแห่งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
7
วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่  วัดนี้ก่อตั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2414 ใช้เวลาก่อสร้าง 8 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบทางจีนตอนใต้ของสกุลช่างแต้จิ๋ว โดยวางแปลนตามแบบวัดหลวง คือ มีวิหารท้าวจตุโลกบาลเป็นวิหารแรก ตรงกลางเป็นพระอุโบสถ ข้างหลังพระอุโบสถเป็นวิหารเทพเจ้า การสร้างใช้ไม้และอิฐเป็นวัสดุสำคัญ     จากประตูทางเข้า เข้าไปจะถึงวิหารท้าวโลกบาลทั้ง 4 มีเทวรูปเทพเจ้า 4 องค์ (ข้างละ 2 องค์) ในชุดนักรบจีนและถืออาวุธและสิ่งของต่างๆ กัน เช่น พิณ ดาบ ร่ม เจดีย์ ชาวจีนเรียกว่า "ซี้ไต๋เทียงอ้วง" หมายถึงเทพเจ้าที่ปกปักษ์รักษา คุ้มครอง ทิศต่างๆ ทั้ง 4 ทิศ ถัดจากวิหารท้าวจตุโลกบาล คือ อุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานของพระประธานของวัด คือ พระโคตมพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธะ พระไภษัชยคุรุพุทธะ ทั้งหมด 3 องค์ หรือ "ซำป้อหุกโจ้ว" พร้อมพระอรหันต์อีก 18 องค์ หรือที่เรียกว่า "จับโป๊ยหล่อหั่ง" ทางด้านขวามีเทพเจ้าต่าง ๆ หลายองค์ เช่น เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา หรือ "ไท้ส่วย เอี๊ยะ" เทพเจ้าแห่งยาหรือหมอเทวดา "หั่วท้อเซียงซือกง" และที่นิยมไหว้ขอพรมากคือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ "ไฉ่ซิ้งเอี๊ยะ" เทพเจ้าเฮ่งเจีย หรือ "ไต่เสี่ยหุกโจ้ว" พระเมตไตรยโพธิสัตว์หรือ "ปู๊กุ่ยหุกโจ้ว“ ซึ่งคล้ายกับพระมหากัจจายนะ "กวนอิมผู่สัก" (หรือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์) "แป๊ะกง" และ "แป๊ะม่า" รวมเทพเจ้าในวัด จะมีทั้งหมด 58 องค์
8
นำท่านนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีวัดมังกร เดินทางไป รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีสนามไชย วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง และทางยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์จำนวน 1,440 ชิ้น เป็นมรดกความทรงจำโลกในทะเบียนนานาชาติ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจำนวนประมาณ 99 องค์ พระเจดีย์ที่สำคัญ คือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ประจำพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในแง่ของการท่องเที่ยวแล้ว วัดโพธิ์ได้รับความนิยมเที่ยวเป็นลำดับที่ 24 ของโลก ในปี พ.ศ. 2549 โดยมีนักท่องเที่ยวมาเยือนในปีนั้นถึง 8,155,000 คน
9
วิหารพระพุทธไสยาสน์ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวที่โปรดฯ ให้ขยายพระอารามออกมาทางทิศเหนือ โดยพระองค์โปรดให้พระองค์เจ้าลดาวัลย์เป็นแม่กองในการก่อสร้าง  โดยได้สร้างพระพุทธไสยาสน์ ขึ้นก่อน แล้วจึงสร้างพระวิหารภายหลัง โดยมีขนาดเท่ากับพระอุโบสถ บริเวณผนังของวิหารนั้น ด้านบนมีภาพเขียนสีเรื่อง มหาวงศ์ และผนังระหว่างช่องหน้าต่าง เขียนภาพสีเกี่ยวกับ พระสาวิกาเอตทัคคะ 13 องค์ อุบาสกเอตทัคคะ 10 ท่านและอุบาสิกาเอตทัคคะ 10 ท่าน อยู่ด้วย ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ก่ออิฐ ถือปูน ปิดทองทั่วทั้งองค์ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยมีลักษณะพิเศษ ได้แก่ พระบาทซ้ายและขวาซ้อนเสมอกัน โดยที่พระบาทประดับมุกภาพมงคล 108 ประการ ตรงกลางเป็นรูปจักรตามตำรามหาปุริสลักขณะ โดยลวดลายของมงคล 108 ประการนั้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างคติความเชื่อที่รับมาจากชมพูทวีปและจีน
10
พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล คือ  พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ , พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิธาน , พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร และ พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล เป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ 4 องค์ ตั้งอยู่ถัดจากพระอุโบสถ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว สถาปัตยกรรมบริเวณซุ้มประตูมีลักษณะเป็นไทยประยุกต์แบบจีน โดยจะมีตุ๊กตาหินจีนประดับอยู่ประตูละ 1 คู่ องค์พระเจดีนั้นเป็นแบบเจดีย์ย่อไม้สิบสอง ประดับด้วย กระเบื้องเคลือบ
11
ยักษ์วัดโพธิ์ ยักษ์วัดโพธิ์นั้นตั้งอยู่ที่ซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป โดยมีสีกายเป็นสีแดงและสีเขียว ลักษณะคล้ายยักษ์ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมักมีผู้เข้าใจผิดว่าตุ๊กตาสลักหินรูปจีน หรือ ลั่นถัน นายทวารบาล ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูวัดนั้นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ นอกจากนี้ ยังมีตำนานเกี่ยวกับ ยักษ์วัดโพธิ์ และ ยักษ์วัดแจ้งซึ่งทำให้เกิดท่าเตียนในปัจจุบัน นั่นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ซึ่งทำหน้าที่ดูแล วัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้ง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลวัดแจ้งนั้น ทั้ง 2 ตนเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งยักษ์วัดแจ้งไปขอยืมเงินจากยักษ์วัดโพธิ์ เมื่อถึงกำหนดส่งเงินคืน ยักษ์วัดแจ้งกลับไม่ยอมจ่าย ดังนั้น ยักษ์ทั้ง 2 ตนจึงเกิดทะเลาะกัน แต่เพราะรูปร่างที่ใหญ่โตและพละกำลังที่มหาศาลของยักษ์ทั้ง 2 ตน เมื่อเกิดต่อสู้กันจึงทำให้บริเวณนั้นราบเรียบโล่งเตียนไปหมด เมื่อพระอิศวรทราบเรื่องนี้ จึงได้ลงโทษให้ยักษ์วัดโพธิ์ยืนเฝ้าพระอุโบสถวัดโพธิ์ และ ยักษ์วัดแจ้งยืนเฝ้าวิหารวัดแจ้งตั้งแต่นั้นมา

Comments:

  • Emily

    สิงหาคม 24, 2017 at 9:58 am

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut varius consectetur turpis quis ultrices. Duis pretium sapien sem, eu commodo sem suscipit ut. Duis egestas bibendum lorem. Nulla ac ipsum erat. Praesent sed fringilla metus.

  • Lily

    สิงหาคม 24, 2017 at 9:59 am

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut varius consectetur turpis quis ultrices. Duis pretium sapien sem, eu commodo sem suscipit ut. Duis egestas bibendum lorem. Nulla ac ipsum erat. Praesent sed fringilla metus.

Leave a Reply

Accommodation
Meals
Overall
Transport
Value for Money